สรุปประเด็นการลงทุน
ก่อนสัปดาห์วันที่ 10 - 14 พฤษภาคม 2564
เขียนเมื่อ: 09 May 2021
ประเด็นน่าสนใจ
-
ตลาดหุ้นยังเดินหน้าปรับขึ้นต่อไป แม้แต่อินเดียที่โควิดกำลังระบาดหนัก โดย Dow Jones +2.67%, S&P500 +1.23%, NASDAQ -1.51%, EU STOXX 600 +1.72% (ยุโรป), CSI300 -2.49% (จีน), TOPIX +1.83% (ญี่ปุ่น), SENSEX +0.87% (อินเดีย), VN100 +1.42% (เวียดนาม), SET +0.12%
-
ตลาดจีนยังโดนกดดัน แม้ตัวเลขผลประกอบการของ CSI300 จะเติบโตดี แต่ขาดแรงหนุนด้านสภาพคล่องจากนโยบายรัฐ ที่ยังมุ่งลดหนี้ในประเทศ รวมถึงมีแรงกดดันจากนานาชาติให้ทางการจีนปรับปรุงนโยบายภายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน และยังมีประเด็นที่ สหรัฐฯ ยังมีท่าทีดำเนินนโยบายกีดกันการค้าและการถ่ายทอดเทคโนโลยีกับจีนต่อไป อย่างไรก็ตาม downside ณ จุดนี้ ถือว่าจำกัด เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงที่แข็งแกร่ง
-
มีประเด็นที่ Janet Yellen รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคารว่า อัตราดอกเบี้ยควรจะต้องมีการปรับขึ้น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไป ทำให้ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปตกใจร่วงลงไปในวันนั้น อย่างไรก็ตาม Yellen ให้สัมภาษณ์อีกรอบในวันเดียวกันตนไม่ได้ชี้นำนโยบายแต่อย่างใด สุดท้ายธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีอำนาจตัดสินใจนโยบายการเงินอย่างอิสระ
-
บุคลากรหลายท่านของ FED เอง มีการออกมาให้ความเห็นระหว่างสัปดาห์ว่า ยังไม่กังวลกับภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยเห็นว่าเงินเฟ้อตอนนี้เป็นเรื่องชั่วคราว แต่ FED จะเน้นให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป เพื่อให้การจ้างงานกลับมา
-
รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศ จะใช้มาตรการพิเศษ หารือกับองค์การค้าโลกเรื่องระงับการใช้สิทธิบัตรวัคซีน Covid-19 เพื่อให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดรุนแรง และขาดแคลนวัคซีน สามารถผลิตและแจกจ่ายวัคซีนได้เร็วขึ้น
-
หลายประเทศใกล้เข้าสู่การมี Herd Immunity หรือ การมีภูมิคุ้มกันหมู่ โดย Bloomberg ประมาณการว่า สหรัฐฯ, ยุโรป, จีน, และรัสเซีย จะมี Herd Immunity ภายใน 3, 6, 12, และ 12 เดือน ตามลำดับ หากคงอัตราการฉีดวัคซีนในปัจจุบัน ส่วนไทยนั้นจะมี Herd Immunity ใน 42 เดือน
-
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยกำลังเร่งเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีน และตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 50 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% และสร้างสภาวะ Herd Immunity ได้ภายในสิ้นปี 2021
มุมมองนักลงทุนในตลาด (ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
-
เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรป มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้นถึงระยะกลาง (3-6 เดือน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอัตราผู้ติดเชื้อผู้ติดเชื้อโควิดรายวันยังคงลดลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมแบบวัฏจักร (cyclical) จะยังได้เติบโตต่อไปได้ เช่น หุ้นส่วนใหญ่ ในกลุ่มอุตสาหกรรม Dow Jones และ EU STOXX นอกจากนี้หุ้นกลุ่มนี้ก็ยังมีราคา PE ที่ถูกกว่า หากเทียบกับหุ้นกลุ่มเติบโตในดัชนี NASDAQ
-
Down side ระยะสั้น มีจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวในวงกว้าง โดยดูจาก หุ้นในดัชนี S&P500 ที่กว่า 90% มีราคาสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน นอกจากนี้ US Treasury Yield Curve ยังแสดงสัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจแบบปกติ ไม่มีสัญญาณเกิด recession
-
ตราสารหนี้จีนมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น และน่าสนใจมากกว่าตราสารหนี้ประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากความพยายามลดหนี้ของรัฐบางจีนที่กด supply ลง ในขณะที่ demand จะเริ่มมีมากขึ้น จากความต้องการของนักลงทุนตราสารหนึ้ ที่เชื่อมั่นในเสถียรภาพการเติบโตของจีนในระยะยาว
-
ตลาดหุ้นไทย ยืนระยะบวกได้ในอาทิตย์ที่ผ่านมา(และตั้งแต่ต้นปี) จากนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสุทธิ ขณะที่ต่างชาติ และนักลงทุนสถาบันยังขายสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง