สรุปประเด็นการลงทุน
ก่อนสัปดาห์วันที่ 11 - 15 ตุลาคม 2564
เขียนเมื่อ: 10 October 2021
ประเด็นน่าสนใจ
-
การเคลื่อนไหวรอบสัปดาห์ Dow Jones +1.22%, S&P500 +0.79%, NASDAQ +0.09%, EU STOXX 600 +1.02% (ยุโรป), CSI300 +1.31% (จีน), TOPIX -1.23% (ญี่ปุ่น), SENSEX +2.20% (อินเดีย), VN100 +2.48% (เวียดนาม), SET +2.13%
-
ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นหลักปรับตัวบวกในช่วงปลายอาทิตย์ ภายหลังรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมอนุมัติขยายเพดานหนี้ระยะสั้นฉุกเฉิน เพื่อป้องกันการผิดนัดชำระหนี้ ระหว่างรอการลงมติขยายเพดานนี้อย่างเป็นทางการ ลดความกังวลระยะสั้นให้นักลงทุน อย่างน้อยจนถึงต้นเดือนธันวาคม (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
-
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ แม้หลายผ่ายเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถผ่านนโยบายขยายเพดานหนี้ เพื่อรักษาเถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงรุนแรง (อ้างอิง)
-
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ ภายหลังหยุดยาวไปตั้งแต่ต้นเดือน โดยดัชนีกิจกรรมภาคบริการปรับตัวอยู่ในระดับขยายตัว นอกจากนั้นยังมีประเด็นที่ประธานาธิบดี Xi Jinping และ ประธานาธิบดี Joe Biden จะได้พบปะพูดคุยกันช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหลายผ่ายหวังว่าจะช่วยลดประเด็นความขัดแย้ง และการกีดกันทางการค้าระหว่างสองประเทศ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
-
น้ำมันยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หลังความต้องการบริโภคขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรมีโอกาสที่การปรับตัวขึ้นของราคาจะเริ่มชะลอลง โดย OPEC อาจจะเพิ่มอัตราผลิตในการประชุมต้นเดือนพฤษจิกายน เนื่องจากอัตราในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนั้นสหรัฐฯ ก็ยังมีน้ำมันสำรองที่สามารถนำออกมาใช้ เพื่อลดต้นทุนน้ำมันในประเทศ อีกปัจจัยที่จะช่วยลดการบริโภคน้ำมันมาจากการที่รัสเซียจะเพิ่มปริมาณส่งออก natural gas ไปสู่ยุโรปให้มากขึ้น (อ้างอิง)
-
ผิดคาดกับดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่ปรับตัวลงเกือบ 10% จากจุดสูงสุดสามสัปดาห์ก่อนหน้า ภายหลังรับรู้ว่า Fumio Kishida ได้รับเลือกเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เนื่องจากความกังวลเรื่องนโยบายสร้างความเท่าเทียมของรายได้ ที่แม้จะยังไม่ประกาศชัด แต่มีโอกาสสนับสนุนการขึ้นค่าจ้าง และการปรับขึ้นภาษีกำไรจากการลงทุน (capital gain tax) อย่างไรก็ตามปัจจัยด้าน valuation ของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังน่าสนใจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ และการเปิดเมืองหลัง Covid จะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตได้ดี (อ้างอิง)
การลงทุนน่าสนใจ
-
เพื่อไม่ให้พลาดการเติบโตระยะยาว และมั่นคงพอที่จะฝ่าวิกฤติการผิดนัดชำระหนี้สหรัฐฯ (ถึงแม้โอกาสน้อย)
เรายังมองไปที่กลุ่มผู้นำด้าน technology และ healthcare ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และมีผลกำไรแข็งแกร่ง
กองทุนเด่น ฝั่ง tech เช่น
TMBGQG ลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ที่เติบโตมั่นคงทั่วโลก,
KFHTECH-A ลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีการเติบโตโดดเด่น,
B-INNOTECH ลงทุนในหุ้นบริษัทที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี
กองทุนเด่น ฝั่ง healthcare เช่น
BCARE กองทุน healthcare ยอดนิยมของไทย ที่เน้นลงทุนในบริษัทนวัตกรรมทางการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพ,
KFHHCARE-A เน้นลงทุนในบริษัทกลุ่ม quality และ defensive โดยหลีกเลี่ยงหุ้นที่มูลค่าสูงเกินจริง,
KT-HEALTHCARE-A ผสมผสานบริษัทกลุ่ม defensive เช่น ยา และอุปกรณ์การแพทย์ กับกลุ่ม biotechnology ที่ช่วยสร้างการเติบโต -
ญี่ปุ่นยังน่าสนใจ การปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาจาก surprise เรื่องว่าที่นายกฯ และนโยบายที่เน้นความเท่าเทียมน่าจะเป็นผลระยะสั้น
นักวิเคราะห์เชื่อว่าปัจจัยบวกระยะกลาง-ยาว ยังมีน้ำหนักมากกว่า ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กำลังจะมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย, แนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง, การเปิดเมือง, และ valuation ที่ยังไม่แพง
กองทุนเด่น เช่น
K-JPX ลงทุนแบบ passive ตามดัชนี TOPIX ที่แสดงภาพรวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น
SCBNK225 ลงทุนแบบ passive ตามดัชนี Nikkei225 ที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของบริษัทขนาดใหญ่
KF-HJAPAND ลงทุนแบบ active โดยไม่ยึดติดกับดัชนีเน้นการสร้างผลตอบแทนรวมที่ดี -
จีนกลับมาอย่างสดใส ภายหลังหยุดยาว ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจแสดงการขยายตัว นอกจากนั้นการเติบโตระยะยาวก็ยังดีอยู่
รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่หลายตัวใน Hang Seng มีราคาปรับตัวขึ้นมากพร้อม volume ที่สูงกว่าปกติช่วงปลายอาทิตย์ที่ผ่านมา
เป็นสัญญาณว่าบริษัทจัดการกองทุน หรือ hedge fund ต่างๆ กลับมาให้ความสนใจ
กองทุนเด่น เช่น
K-CHINA-A(A) ลงทุนในกลุ่ม All China ที่ครอบคลุมหุ้นจีนขนาดใหญ่ในทุกตลาดทั่วโลก,
KT-ASHARES-A ลงทุนในหุ้นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในประเทศจีน (A-Shares),
WE-CHIG ลงทุนในหุ้นบริษัทจีนขนาดเล็ก-กลาง ที่มีโอกาสเติบโตสูง ไปพร้อมกับการบริโภคในประเทศจีน