สรุปประเด็นการลงทุน
ก่อนสัปดาห์วันที่ 1 - 5 สิงหาคม 2565
เขียนเมื่อ: 30 July 2022
ประเด็นน่าสนใจ
-
การเคลื่อนไหวรอบสัปดาห์ Dow Jones +2.96%, S&P500 +4.26%, NASDAQ +4.70%, EU STOXX 600 +2.96% (ยุโรป), CSI300 -1.61% (จีน), TOPIX -0.80% (ญี่ปุ่น), SENSEX +2.67% (อินเดีย), VN100 +0.36% (เวียดนาม), SET +1.53%
-
ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปิดเดือนกรกฎาคมด้วยการเป็นเดือนปรับที่ดัชนีขึ้นสูงสุดตั้งแต่ปี 2020 โดย Dow Jones, S&P500, NASDAQ ปรับตัวขึ้น 6.7%, 9.1%, และ 12.4% ตามลำดับ แม้ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.75% และเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้านิยาม recession หลัง GDP สหรัฐเติบโตติดลบเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน โดยนักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจที่ชะลอลงจะทำให้ Fed ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลงเช่นกัน นอกจากนั้นตัวเลขการจ้างงาน และผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ดีกว่าคาด ช่วยลดความกังวลใจเรื่องการถดถอยของเศรษฐกิจไปได้ (อ้างอิง1, อ้างอิง2, อ้างอิง3 อ้างอิง4)
-
อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี โดยตัวเลขล่าสุดประกาศหลัง Fed ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยในการประกาศรอบหน้า ต้องติดตามว่าปัจจัยนี้จะส่งผลอย่างไร นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญตลาดทุนสหรัฐฯ มองว่าตลาดขาลงในรอบนี้ยังไม่จบ และเตือนให้นักลงทุนอย่าเพิ่งรีบเข้าซื้อสินทรัพย์เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญอยู่ (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
-
สถานการณ์พลังงานในยุโรปน่าเป็นห่วง และมีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากขาดแคลนพลังงาน โดยล่าสุดเมือง Hanover ในเยอรมันนีประกาศลดการใช้น้ำร้อนในสถานที่สาธารณะหลายแห่ง และราคาก๊าซธรรมชาติแตะระดับสูงสุดในตั้งแต่ปี 2008 ภายหลังรัสเซียยังคงลดปริมาณการส่งออกก๊าซธรรมชาติสู่ยุโรป (อ้างอิง1, อ้างอิง2, อ้างอิง3)
-
ทางการจีนมีทีท่าล่าสุดว่าลดการให้ความสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งไว้เมื่อต้นปี โดยไม่น่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในช่วงที่เหลือของปี และจะดำเนินนโยบายควบคุม Covid อย่างเข้มงวดต่อไป นอกจากนั้นความเสี่ยงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยายตัวขึ้น กดดันตลาดหุ้นจีนในช่วงเดือนที่ผ่านมา (อ้างอิง1, อ้างอิง2)
การลงทุนน่าสนใจ
- นักลงทุนหลายท่านอาจเริ่มรู้สึกกลัวตกรถ หลังดัชนีสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงในภาพรวมยังคงมีอยู่มาก ในช่วงนี้จึงแนะนำใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส แต่ไม่เสี่ยงจนเกินไป
โดยแนะนำสะสมกองทุนที่ลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่ง และมีฐานะการเงินมั่นคง ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในจุดที่ราคาไม่แพง และมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมที่จะทำให้ผลประกอบการและราคาหุ้นปรับสุงขึ้นต่อไปได้ในระยะยาว
กองทุนเด่น เช่น
KFGBRAND-A ลงทุนในบริษัทที่ยั่งยืน มีแบรนด์แข็งแกร่ง สามารถสร้างรายได้ในทุกสภาวะตลาด,
B-INNOTECH ลงทุนในหุ้นบริษัทที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี,
SCBNDQ(A) ลงทุนแบบ passive ตามดัชนี NASDAQ-100 ที่ติดตามบริษัทเติบโตขนาดใหญ่ 100 บริษัท